เมื่อกระบวนการมีส่วนร่วม สร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตร ตำบลโพธิ์ ศรีสะเกษ

DSC_7645ความร่วมมือของกลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 1 บ้านโพธิ์ และหมู่ที่ 3 บ้านโนนจาน ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ตลอด 3 ปี เกิดความร่วมมือสร้างความยั่งยืนทางธรรมชาติและการประกอบเกษตรกรรม ที่ยกระดับอาชีพการเกษตร ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกันทำให้ความเข้มแข็งของเกษตรกรในพื้นที่จัดรูปที่ดินได้มีน้ำใช้ รู้คุณค่า หวงแหนน้ำ และขยายประโยชน์ไปสู่เกษตรกรนอกพื้นที่เพื่อพัฒนาการเกษตรร่วมกันทั้งตำบล สร้างฐานรากความยั่งยืนให้กับเกษตรกร

การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ให้น้ำหนักกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สำหรับการดำเนินโครงการฯ นี้ เป็นการนำแนวทาง “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” มาส่งเสริมให้กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตจัดรูปที่ดิน สามารถพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทางของตนเองได้ และตระหนักได้ว่า เกษตรกรเป็นผู้มีศักยภาพในการดูแลแหล่งน้ำ ร่วมกันคิดออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำ ดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานได้เอง ซึ่งที่สุดจะทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ เกิดการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

สำหรับพื้นที่ของ ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ได้รับการบรรจุให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ที่ดำเนินงานมานับตั้งแต่ปี 2557-2559 ภายใต้ดำเนินการ ของสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง ในสังกัดกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพื้นที่เขตโครงการจัดรูปที่ดิน จะครอบคลุม 2 หมู่บ้าน ที่อยู่ในเขตปกครององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)โพธิ์
การดำเนินโครงการนี้ ที่หมู่ที่ 1 บ้านโพธิ์ และหมู่ที่ 3 บ้านโนนจาน ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ผลประโยชน์ ได้กระจายครอบคลุมไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ยังความอุดมสมบูรณ์มาอยู่พื้นเกษตกรรม จากเดิมที่คนในหมู่บ้าน ต้องค้าแรงงานเพื่อสร้างรายได้ แต่เมื่อมีการจัดรูปที่ดิน ทำถนน ทำคลองส่งน้ำ ทำให้พื้นดินที่ซึ่งเคยแห้งแล้ง กลับมาอุดมสมบูรณ์ วิถีของเกษตรกรรมกลับคืนมา

นายณัฐกิต กองรักษา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า “การได้รับบรรจุให้อยู่ในโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ทำให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มคณะทำงานขึ้น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตร จนทำให้เกษตรกรในพื้นที่ สามารถประกอบอาชีพได้ดีขึ้นตามลำดับ มีรายได้เพิ่มขึ้น ในเรื่องปัญหาของชุมชน ปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติดก็หายไป ส่งผลให้การบริหารจัดการด้านต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนเข้มแข็งยั่งยืนทำได้ง่ายขึ้น การค้าแรงงานเริ่มลดลง ประชากรในวัยทำงานกลับมาสู่ภาคการเกษตร เพราะเห็นถึงความมั่นคง ลดปัญหาการทิ้งถิ่นฐานลง”

นายเพทาย ศิริบูรณ์ อายุ 61 ปี เกษตกรบ้านโนนจาน หมู่ที่ 3 ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า “ภายหลังจากมีการจัดรูปที่ดินในพื้นที่นาของตน ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เพราะว่ามีการพัฒนาเส้นทางไปถึงพื้นที่ทางการเกษตร การเดินทางทำได้สะดวกขึ้น การขนส่งผลิตผลทางการเกษตร ไปสู่ตลาดทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อมีโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนฯ เข้ามา ทำให้คนในชุมชนคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น”

นายบุญธรรม แอนดก อายุ 61 ปี เกษตกรบ้านโพธิ์ หมู่ที่ 1 ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า “การรวมกลุ่มของเกษตรกร ถือเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง เพราะทำให้สมาชิกต้องอยู่บนพื้นที่ฐานความเป็นธรรม การมีวินัย รักษากฎของกลุ่ม โดยหลังจากที่เกษตกรได้ตั้งกลุ่มกันสำเร็จ ก็พัฒนากลุ่มมาเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยทำนาเพียงอย่างเดียว ก็พัฒนาทำการเกษตรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำนา การทำสวน การเลี้ยงสัตว์ การทำไร่นาสวนผสม เลี้ยงปลา ทำได้แทบทุกชนิด พื้นที่ดินกลับมามีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐ ก็เข้ามามีส่วนร่วมให้ความรู้เกษตรกร จนเกษตรกรยกระดับตัวเองขึ้นมาได้”

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่า “ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญของโครงการนี้อยู่ที่ “การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” เกษตรกรตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เห็นถึงศักยภาพของตนเองและชุมชน ตระหนักถึงความเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกันบำรุงรักษาคันคูส่งน้ำ และร่วมกันวางแผนงานเพื่อพัฒนาให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง อีกทั้งสามารถสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเอง และระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับเจ้าหน้าที่ ก่อเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริงในด้านต่างๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำ โดยขยายผลต่อยอดโครงการที่ขยายคลองส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำให้เกษตรกรนอกพื้นที่จัดรูปที่ดิน ส่งผลให้การขยายพื้นที่การรับน้ำเพิ่มเติมอีก 2,000 ไร่ เกิดการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ และการสร้างเครือข่ายเรียนรู้สู่ชุมชนอื่นๆได้อีกด้วย”

นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า “การพัฒนาการเกษตรในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ได้นำเอาแนวทาง “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” มาส่งเสริมให้กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตจัดรูปที่ดินสามารถพัฒนาเกษตรกรรมตามแนวทางของชุมชนของตนเองได้ เกิดกระบวนการร่วมกันคิดออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำ ดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานได้เอง ซึ่งจะก่อให้เกิดการตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างยั่งยืน”


DSC_7643 DSC_7715 DSC_7750

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.